SEO Audit คืออะไร ทำไมต้องตรวจก่อนเริ่มทำ SEO (พร้อมเช็กลิสต์ตรวจเอง 10 ข้อ)

SEO Audit คืออะไร

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมเว็บของคุณไม่ค่อยมีคนเข้า ทั้งที่เว็บก็เปิดมาตั้งนานแล้ว

ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะ “เว็บไม่สวย” แต่เป็นเพราะเว็บมีจุดรั่วบางอย่างที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เหมือนร้านที่แต่งหน้าร้านอย่างดี แต่ประตูดันล็อกอยู่โดยไม่รู้ตัว ลูกค้าเดินมาถึงหน้าร้านแล้วเข้าไม่ได้

SEO Audit คือวิธีหา “ประตูที่ล็อกอยู่” เหล่านั้นให้เจอ ก่อนที่คุณจะเสียเงินเสียเวลาทำ SEO หรือยิงแอดเพิ่ม บทความนี้จากทีม เว็บไซต์ไทยสตูดิโอ (Website Thai Studios) ผู้ดูแลเว็บไซต์ให้ธุรกิจ SME ไทยมาอย่างต่อเนื่อง จะพาคุณไปรู้จักว่า SEO Audit คืออะไร ทำไมต้องตรวจก่อนเริ่มทำ SEO พร้อมเช็กลิสต์ 11 ข้อที่คุณตรวจเองได้เลยวันนี้ ไม่ต้องเก่งเทคนิคสักนิด

สรุปประเด็นสำคัญ

ก่อนลงรายละเอียด นี่คือใจความหลักที่คุณควรจำไว้จากบทความนี้ครับ

  • SEO Audit คือการตรวจสุขภาพเว็บไซต์ เพื่อหาจุดที่ขวางไม่ให้ Google เจอเว็บ เข้าใจเว็บ หรือจัดอันดับเว็บได้ดี
  • ควรตรวจ Audit ก่อนเริ่มทำ SEO หรือยิงแอดเสมอ เพื่อไม่ให้เสียเงินไปกับสิ่งที่ไม่ได้แก้ปัญหาจริง
  • เจ้าของธุรกิจตรวจเองได้ด้วยเช็กลิสต์ 11 ข้อในบทความนี้ ใช้เวลารวมไม่เกินครึ่งชั่วโมง
  • เว็บใหม่ก็ควร Audit ตั้งแต่ต้น ส่วนเว็บที่ติดหน้าแรกอยู่แล้วก็ยังต้อง Audit ซ้ำเป็นระยะ เพราะ Google อัปเดตอัลกอริทึมอยู่ตลอด
  • Audit เชิงลึกที่มืออาชีพทำจะครอบคลุมทั้ง Technical SEO, คำค้น, ลิงก์ภายใน และความพร้อมสำหรับ AI Search
  • เว็บไซต์ไทยสตูดิโอ (websitethaistudios) เปิดให้ตรวจ SEO Audit ฟรี มูลค่า 5,000 บาท สำหรับธุรกิจที่อยากรู้สถานะเว็บตัวเองก่อนตัดสินใจลงทุน

SEO Audit คืออะไร

SEO Audit คือการตรวจสุขภาพเว็บไซต์อย่างเป็นระบบ เพื่อหาว่ามีอะไรที่ขวางไม่ให้ Google เจอเว็บเรา เข้าใจเว็บเรา หรือจัดอันดับเว็บเราได้ดี เปรียบง่ายๆ เหมือนพารถเข้าศูนย์เช็กระยะ ช่างจะไล่ตรวจทีละระบบ แล้วบอกว่าอะไรปกติ อะไรต้องซ่อม อะไรซ่อมก่อน-หลัง

ขอบเขตของ SEO Audit ครอบคลุมทั้งเรื่องเทคนิค (Technical SEO) เช่น โครงสร้างเว็บ ความเร็ว การทำ Index และเรื่องเนื้อหา (Content) เช่น เนื้อหาตอบโจทย์คำค้นของลูกค้าหรือไม่ ปัจจุบันขอบเขตนี้ยังขยายไปถึงการเตรียมเว็บให้พร้อมสำหรับ AI Search หรือที่เรียกกันว่า Generative Engine Optimization (GEO) ด้วย เพราะลูกค้าจำนวนมากเริ่มถาม AI แทนการพิมพ์ค้นหาแบบเดิม เว็บที่โครงสร้างข้อมูลชัดเจนจะมีโอกาสถูก AI ดึงไปแนะนำต่อมากกว่า

ผลลัพธ์ของ SEO Audit ที่ดีไม่ใช่แค่ “รายการปัญหา” แต่คือแผนแก้ที่เรียงลำดับความสำคัญแล้ว อะไรแก้แล้วเห็นผลเร็วสุด อะไรรอได้ เพื่อให้ทุกบาททุกสตางค์ และทุกชั่วโมงที่คุณลง”เงิน เวลา และแรงงาน”ไปกับการทำ SEO ไห้ถูกจุด

5 สัญญาณว่าเว็บคุณควรตรวจ SEO Audit ด่วน

  1. ค้นชื่อธุรกิจตัวเองใน Google แล้วไม่เจอ หรือเจอแต่อยู่หน้า 2-3 สัญญาณว่า Google ยังไม่เชื่อมั่นเว็บคุณ
  2. มีเว็บมานานแต่แทบไม่มีคนเข้าจาก Google เลย ลูกค้ามาจากเพจหรือบอกต่ออย่างเดียว
  3. เคยมีคนเข้าเว็บ แต่ช่วงหลังลดลงเรื่อยๆ โดยไม่รู้สาเหตุ
  4. ยิงแอดพาคนเข้าเว็บ แต่ไม่มีใครทักมา อาจมีปัญหาที่ตัวเว็บ ไม่ใช่ที่แอด
  5. กำลังจะเริ่มจ้างทำ SEO ควรตรวจก่อนเสมอ จะได้รู้จุดตั้งต้นจริง และวัดผลได้ว่าที่จ้างไปคุ้มไหม

นอกจาก 5 ข้อนี้ ยังมีสัญญาณเพิ่มเติมที่พบบ่อยในธุรกิจร้านค้าและบริการขนาดเล็ก เช่น เว็บเคยติดหน้าแรกอยู่ช่วงหนึ่งแล้วอันดับร่วงลงเรื่อยๆ แบบหาสาเหตุไม่ได้ หรือคู่แข่งในพื้นที่เดียวกันเริ่มมีเว็บที่ดูดีขึ้นและแซงหน้าคุณในผลการค้นหา ถ้าเข้าเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่งในนี้ ควรเริ่มตรวจ Audit ได้เลยครับ ไม่ต้องรอให้ปัญหาหนักขึ้นก่อน

เช็กลิสต์ตรวจ SEO เอง 10 ข้อ (เจ้าของธุรกิจทำได้เลย ไม่ต้องเก่งเทคนิค)

มือพิมพ์ค้นหาชื่อธุรกิจใน Google บนแล็ปทอป ตรวจสอบว่าเว็บติดอันดับหรือไม่

1. เว็บคุณอยู่ใน Google หรือยัง

พิมพ์ site:ชื่อเว็บคุณ.com ในช่องค้นหา Google (เช่น site:websitethaistudios.com) ถ้าขึ้นหน้าเว็บของคุณมาหลายรายการ แปลว่า Google รู้จักเว็บคุณแล้ว ถ้าขึ้นน้อยผิดปกติหรือไม่ขึ้นเลย นี่คือปัญหาข้อแรกที่ต้องแก้ก่อนทุกอย่าง

ถ้าไม่ผ่าน ทำยังไงต่อ: ตรวจก่อนว่าเว็บตั้งค่า “บล็อกไม่ให้ Google เก็บข้อมูล” ไว้โดยไม่ตั้งใจหรือเปล่า (มักเกิดตอนทำเว็บใหม่แล้วลืมปิดโหมดทดสอบ) ถ้าตั้งค่าปกติแล้วยังไม่ขึ้น ให้ส่ง URL ไปขอ Index ผ่าน Google Search Console

2. ค้นชื่อธุรกิจตัวเองแล้วเจอไหม

พิมพ์ชื่อธุรกิจคุณตรงๆ เว็บคุณควรขึ้นเป็นอันดับแรก ถ้าไม่ขึ้น หรือเว็บอื่น/เพจอื่นแซง แสดงว่าสัญญาณความเป็น “ตัวจริง” ของแบรนด์คุณยังอ่อน

ถ้าไม่ผ่าน ทำยังไงต่อ: เช็กว่าชื่อธุรกิจปรากฏชัดเจนในหน้าแรกของเว็บ ในหัวเรื่องหน้า และในโปรไฟล์โซเชียลต่างๆ ที่เชื่อมกับเว็บหรือไม่ ยิ่งชื่อธุรกิจปรากฏสอดคล้องกันหลายที่ Google จะยิ่งเชื่อมั่นว่าเว็บนี้คือตัวจริงของแบรนด์

3. ปักหมุด Google Business Profile บน Google Maps หรือยัง

สำหรับธุรกิจร้านค้าและบริการที่มีหน้าร้านหรือพื้นที่ให้บริการชัดเจน Google Business Profile (โปรไฟล์ธุรกิจของ Google) เป็นจุดที่มักถูกมองข้าม แต่มีผลมากต่อการค้นหาแบบ “ใกล้ฉัน” หรือค้นหาพร้อมชื่อเมือง ลองพิมพ์ชื่อธุรกิจพร้อมคำว่า “แผนที่” หรือค้นหาบน Google Maps ตรงๆ ดูว่าเจอโปรไฟล์ธุรกิจของคุณหรือไม่ ข้อมูลอย่างเบอร์โทร เวลาเปิด-ปิด และหมวดหมู่ธุรกิจถูกต้องหรือเปล่า

ถ้าไม่ผ่าน ทำยังไงต่อ: ถ้ายังไม่มีโปรไฟล์ ให้สร้างและยืนยันตัวตนผ่าน Google Business Profile ทันที ถ้ามีอยู่แล้วแต่ข้อมูลเก่าหรือไม่ครบ ให้เข้าไปอัปเดตเวลาทำการ รูปภาพ และหมวดหมู่ธุรกิจให้ตรงกับปัจจุบัน เพราะโปรไฟล์ที่ข้อมูลไม่ครบมักถูก Google ให้ความสำคัญน้อยกว่าคู่แข่งที่กรอกครบ

4. Title หน้าแรกบอกไหมว่าคุณทำอะไร

ดูที่แท็บเบราว์เซอร์หรือผลค้นหา ข้อความควรบอกทั้ง “ชื่อธุรกิจ” และ “บริการ” เช่น “ร้าน ก.ไก่ | รับซักพรมถึงบ้าน นนทบุรี” ไม่ใช่แค่ “หน้าแรก” หรือชื่อร้านเปล่าๆ เพราะนี่คือประโยคแรกที่ทั้ง Google และลูกค้าใช้ตัดสินว่าเว็บนี้เกี่ยวอะไร

ถ้าไม่ผ่าน ทำยังไงต่อ: เข้าไปแก้ Title ในระบบจัดการเว็บ (เช่น WordPress) ให้มีทั้งชื่อธุรกิจและบริการหลัก พร้อมพื้นที่ให้บริการถ้าเป็นธุรกิจท้องถิ่น เขียนให้อ่านแล้วเข้าใจในไม่กี่วินาที

ลูกค้าเปิดเว็บไซต์บนมือถือที่ร้านกาแฟ เช็คความเร็วหน้าเว็บ

5. เปิดบนมือถือแล้วใช้งานสะดวกไหม

ลูกค้าไทยส่วนใหญ่ค้นหาจากมือถือ เปิดเว็บตัวเองบนมือถือแล้วเช็กว่าตัวหนังสืออ่านออกไหม ปุ่มกดง่ายไหม ต้องซูมเข้า-ออกหรือเปล่า ถ้าใช้ยาก Google ก็ให้คะแนนต่ำเช่นกัน เพราะการแสดงผลบนมือถือเป็นเกณฑ์หลักที่ Google ใช้พิจารณาเว็บทุกเว็บในปัจจุบัน

ถ้าไม่ผ่าน ทำยังไงต่อ: ถ้าเว็บใช้ธีมเก่าที่ไม่รองรับมือถือ อาจต้องเปลี่ยนธีมหรือปรับโครงเว็บใหม่ ถ้าใช้ธีมที่รองรับมือถืออยู่แล้วแต่ยังใช้ยาก ให้ลองปรับขนาดตัวอักษรและระยะห่างของปุ่มให้กดง่ายขึ้นก่อน

6. เว็บโหลดเร็วแค่ไหน

เข้า PageSpeed Insights (เครื่องมือฟรีของ Google) ใส่ URL เว็บคุณ ดูคะแนนฝั่ง Mobile เป็นหลัก หรือจะใช้เครื่องมือตรวจสอบคุณภาพเว็บ อย่างเครื่องมือวัดประสิทธิภาพเว็บไซต์ ที่ Google พัฒนาขึ้นเพื่อตรวจทั้งความเร็ว การเข้าถึง และ SEO ในรายงานเดียวก็ได้ ถ้าเว็บโหลดช้าเกิน ลูกค้ากดออกก่อนที่หน้าจะขึ้นเสียอีก ความเร็วในการโหลดหน้าเว็บเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ Google ใช้พิจารณาประสบการณ์ผู้ใช้ (Page Experience) โดยตรง

ถ้าไม่ผ่าน ทำยังไงต่อ: จุดที่ทำให้เว็บช้าบ่อยที่สุดคือรูปภาพไฟล์ใหญ่เกินไปและปลั๊กอินที่ไม่จำเป็น ลองบีบอัดรูปภาพก่อนอัปโหลดและปิดปลั๊กอินที่ไม่ได้ใช้งานจริง จะช่วยให้คะแนนดีขึ้นได้เร็วโดยไม่ต้องแก้โค้ด

7. เว็บขึ้น https:// (มีกุญแจล็อก) หรือยัง

ดู URL ว่าขึ้นต้นด้วย https:// และไม่มีคำเตือน “ไม่ปลอดภัย” ข้อนี้เป็นพื้นฐานที่ Google ยืนยันว่าใช้พิจารณาอันดับ และมีผลต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าโดยตรง

ถ้าไม่ผ่าน ทำยังไงต่อ: ติดต่อผู้ให้บริการโฮสติ้งเพื่อขอติดตั้ง SSL Certificate ให้เว็บ (โฮสติ้งส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีให้ฟรีอยู่แล้ว) แล้วตรวจสอบว่าตั้งค่า Redirect จาก http ไปเป็น https ครบทุกหน้า

8. ลูกค้าหาช่องทางติดต่อเจอใน 3 วินาทีไหม

ปิดหน้าแรกแล้วนับดู เบอร์โทร ปุ่ม LINE หรือฟอร์มติดต่อ อยู่ในจุดที่เห็นทันทีหรือเปล่า เว็บจำนวนมาก “มีคนเข้าแต่ไม่มีคนทัก” เพราะช่องทางติดต่อซ่อนอยู่ท้ายหน้า

ถ้าไม่ผ่าน ทำยังไงต่อ: ย้ายเบอร์โทรหรือปุ่ม LINE ขึ้นมาไว้ส่วนบนของหน้าแรกและให้ติดตามตลอดการเลื่อนหน้า (sticky) จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าทักเข้ามาโดยไม่ต้องเลื่อนหาเอง

9. เนื้อหาในเว็บตอบสิ่งที่ลูกค้าค้นหาไหม

ลองคิดว่าลูกค้าจะพิมพ์คำว่าอะไรเวลาหาบริการแบบคุณ (เช่น “ซ่อมแอร์ บางนา”) แล้วดูว่าในเว็บมีหน้า/เนื้อหาที่ตอบคำนั้นตรงๆ ไหม ถ้าเว็บมีแต่ “เกี่ยวกับเรา” กับรูปผลงาน แต่ไม่มีเนื้อหาที่ตรงคำค้น Google ก็ไม่รู้จะแสดงเว็บคุณตอนไหน

ถ้าไม่ผ่าน ทำยังไงต่อ: เริ่มเขียนหน้าบริการหรือบทความที่ตอบคำค้นเหล่านั้นตรงๆ ทีละหน้า ไม่ต้องรีบทำทีเดียวครบทุกคำ เริ่มจากบริการที่ทำรายได้หลักให้กับธุรกิจคุณก่อน

10. ติดตั้ง Google Search Console หรือยัง

Google Search Console คือเครื่องมือฟรีที่ Google รายงานตรงๆ ว่าเว็บคุณถูกค้นเจอด้วยคำว่าอะไร อันดับเท่าไหร่ มีปัญหาอะไร ถ้ายังไม่ติดตั้ง เท่ากับขับรถโดยไม่มีหน้าปัด (วิธีติดตั้งอยู่ในบทความ วิธีทำ SEO ผู้ใช้ WordPress ด้วยตัวเอง ของเรา)

ถ้าไม่ผ่าน ทำยังไงต่อ: สมัครใช้งานฟรีวันนี้เลยครับ ใช้เวลาติดตั้งแค่ไม่กี่นาที แล้วรอสักสองสามวันข้อมูลจะเริ่มเข้ามาให้เห็นภาพรวมของเว็บ

11. มีลิงก์เสียหรือหน้า 404 ไหม

ลองกดลิงก์ในเมนูและปุ่มสำคัญให้ครบ ลิงก์ที่กดแล้วเจอ “ไม่พบหน้านี้” ทำให้ทั้งลูกค้าและ Google เสียความเชื่อมั่น ยิ่งถ้าเป็นปุ่ม “ติดต่อเรา” หรือหน้าบริการหลัก ยิ่งต้องรีบแก้

ถ้าไม่ผ่าน ทำยังไงต่อ: จดรายการลิงก์ที่เสียไว้ทั้งหมด แล้วเปลี่ยนให้ชี้ไปหน้าที่ถูกต้อง หรือถ้าหน้าเดิมถูกลบไปแล้วจริงๆ ให้ตั้งค่า Redirect ไปหน้าที่ใกล้เคียงที่สุดแทนการปล่อยให้ค้างเป็นหน้า 404

นับคะแนนง่ายๆ: ผ่านครบ 10-11 ข้อ = พื้นฐานแข็งแรง ผ่าน 7-9 ข้อ = มีจุดรั่วที่อุดได้ไม่ยาก ต่ำกว่า 7 ข้อ = เว็บกำลังเสียโอกาสอยู่ทุกวัน ควรตรวจเชิงลึกก่อนลงเงินการตลาดเพิ่ม

เพื่อให้เห็นภาพรวมง่ายขึ้น ลองดูตารางสรุปด้านล่างนี้ครับ จะช่วยให้คุณวางแผนว่าจะเริ่มตรวจข้อไหนก่อน และควรใช้เครื่องมืออะไร

ข้อที่ตรวจอะไรเครื่องมือใช้เวลา
1เว็บอยู่ใน Google index หรือยังช่องค้นหา Google (site:)1 นาที
2ค้นชื่อธุรกิจแล้วเจอเว็บเป็นอันดับแรกไหมช่องค้นหา Google1 นาที
3ปักหมุด Google Business Profile แล้วหรือยังGoogle Maps / Google Business Profile5 นาที
4Title หน้าแรกบอกบริการชัดไหมดูที่แท็บเบราว์เซอร์2 นาที
5ใช้งานบนมือถือสะดวกไหมเปิดเว็บด้วยมือถือจริง3 นาที
6เว็บโหลดเร็วแค่ไหนPageSpeed Insights3 นาที
7มี https และกุญแจล็อกไหมดูแถบ URL1 นาที
8หาช่องทางติดต่อเจอเร็วไหมเปิดหน้าแรกแล้วจับเวลา1 นาที
9เนื้อหาตอบคำค้นของลูกค้าไหมลองค้นคำที่ลูกค้าใช้จริง5 นาที
10ติดตั้ง Google Search Console หรือยังGoogle Search Console10 นาที (ครั้งแรก)
11มีลิงก์เสียหรือหน้า 404 ไหมกดลิงก์ในเมนูทีละอัน5 นาที

ตรวจครบทั้ง 11 ข้อแล้วยังไม่แน่ใจว่าจุดที่เจอสำคัญแค่ไหน ให้เราช่วยดูให้อีกชั้นแบบไม่มีค่าใช้จ่ายได้ครับ

แล้วมืออาชีพตรวจอะไรลึกกว่านั้น

ผู้เชี่ยวชาญ SEO วิเคราะห์กราฟข้อมูลบนจอมอนิเตอร์คู่ ตรวจ SEO เชิงลึก

เช็กลิสต์ 11 ข้อด้านบนคือ “การตรวจร่างกายเบื้องต้น” ส่วน SEO Audit เต็มรูปแบบจะลงลึกถึงจุดที่ต้องใช้เครื่องมือและประสบการณ์อ่านผล เช่น

  • Technical SEO: Google เก็บหน้าเว็บคุณครบไหม มีหน้าไหนถูกบล็อกโดยไม่ตั้งใจ โครงสร้างข้อมูล (Schema) ถูกต้องไหม รวมถึงตรวจปัญหาเนื้อหาซ้ำ (Duplicate Content) และ Redirect ที่วนหลายชั้นจนกินความเร็วเว็บ จุดที่พังบ่อยโดยเจ้าของเว็บไม่มีทางรู้เอง
  • คำค้นและคู่แข่ง: คำไหนที่คนค้นจริงและเว็บคุณมีโอกาสแข่งได้ คู่แข่งหน้าแรกเขาทำอะไรที่คุณยังไม่ได้ทำ
  • โครงสร้างเนื้อหาและลิงก์ภายใน: หน้าไหนควรหนุนหน้าไหน เพื่อส่งพลังไปที่หน้าบริการที่สร้างรายได้
  • คุณภาพของลิงก์ที่ชี้เข้ามา (ปัจจัยหลักของ Backlink): ลิงก์จากเว็บอื่นที่ชี้มาหาเรามีคุณภาพจริงหรือเป็นลิงก์สแปมที่อาจทำให้ Google มองเว็บเราแย่ลง จุดนี้เจ้าของเว็บส่วนใหญ่ไม่เคยตรวจเลยตลอดอายุเว็บ
  • ความพร้อมสำหรับ AI Search: ลูกค้าเริ่มถาม AI แทนการค้นเอง เว็บคุณอยู่ในสภาพที่ AI ดึงไปแนะนำต่อได้ไหม (เราเขียนเรื่องนี้ไว้ใน กลยุทธ์ AEO/GEO สำหรับ SME)
  • ลำดับความสำคัญ: ข้อไหนแก้แล้วขยับผลเร็วสุดเทียบกับแรงที่ลง นี่คือส่วนที่มีค่าที่สุดของ audit เพราะช่วยให้ไม่เสียเวลาแก้ผิดจุด

ปัจจัยที่ Google ใช้จัดอันดับจริงๆ มีอะไรบ้าง เราสรุปจากเอกสารทางการของ Google ไว้แล้วในบทความนี้ ไม่ใช่ “200 ปัจจัย” ที่เล่าต่อกันมาโดยไม่มีที่มา

ตรวจแล้วได้อะไรกลับไป

SEO Audit ที่ดีควรจบด้วยของ 3 อย่าง ไม่ใช่แค่ไฟล์รายงานหนาๆ:

  1. รายการปัญหาที่เจอ พร้อมหลักฐานจริง ไม่ใช่คำขู่ลอยๆ ว่า “เว็บคุณแย่”
  2. ลำดับการแก้ อะไรด่วน อะไรรอได้ อะไรคุ้มสุด
  3. คำอธิบายภาษาคน เจ้าของธุรกิจอ่านเข้าใจ ตัดสินใจได้ โดยไม่ต้องแปลศัพท์เทคนิค

รายงานที่ดีควรทำให้คุณตัดสินใจได้ทันทีว่าจะลงมือแก้เองก่อน หรือจะให้ทีมช่วยดูแลต่อ โดยไม่ต้องเสียเวลานั่งถามซ้ำว่าคำศัพท์แต่ละคำแปลว่าอะไร

อยากรู้ว่าเว็บคุณมีจุดรั่วตรงไหน ให้เราตรวจให้ฟรี

ที่ปรึกษาคุยผ่านวิดีโอคอลกับเจ้าของธุรกิจ บรรยากาศเป็นกันเองให้คำปรึกษาฟรี

ตอนนี้เราเปิดให้ตรวจ SEO Audit ฟรี มูลค่า 5,000 บาท สำหรับธุรกิจที่อยากรู้สถานะเว็บตัวเองจริงๆ ก่อนตัดสินใจลงทุนกับ SEO ได้รายงานจุดที่ต้องแก้พร้อมลำดับความสำคัญ อ่านเข้าใจได้แม้ไม่เคยทำ SEO มาก่อน และไม่มีข้อผูกมัดว่าต้องใช้บริการต่อ

👉 ดูรายละเอียดบริการ SEO และขอรับ Audit ฟรีได้ที่นี่ หรือทัก LINE มาคุยก่อนได้เลย ปรึกษาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

คำถามที่พบบ่อย

SEO Audit ใช้เวลานานไหม?

การตรวจเบื้องต้นด้วยเช็กลิสต์ 11 ข้อในบทความนี้ ใช้เวลาราว 30-40 นาที ส่วน audit เต็มรูปแบบโดยมืออาชีพ โดยทั่วไปใช้เวลา 3-7 วันทำการ ขึ้นอยู่กับขนาดเว็บ

SEO Audit ต่างจากการทำ SEO ยังไง?

Audit คือ “การตรวจ” เพื่อหาปัญหาและวางแผน ส่วนการทำ SEO คือ “การลงมือแก้และสร้าง” ตามแผนนั้น เหมือนตรวจสุขภาพกับการรักษา ควรตรวจก่อนรักษาเสมอ

เว็บเพิ่งทำใหม่ ต้อง audit ไหม?

ควรครับ เว็บใหม่ยิ่งตรวจง่ายและแก้ถูกจุดตั้งแต่ต้น ดีกว่าปล่อยปัญหาสะสมแล้วมาแก้ทีหลังซึ่งแพงกว่าและช้ากว่า

ตรวจเองตามเช็กลิสต์แล้ว ยังต้องจ้างมืออาชีพอีกไหม?

ถ้าผ่านครบทุกข้อและเว็บมีคนเข้าสม่ำเสมอ อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าตกหลายข้อ หรือผ่านหมดแต่ลูกค้าก็ยังไม่มา แปลว่าปัญหาอยู่ลึกกว่าที่เช็กลิสต์พื้นฐานจับได้

Audit ฟรีของ websitethaistudios มีเงื่อนไขอะไรไหม?

ไม่มีข้อผูกมัดว่าต้องใช้บริการต่อครับ เราตรวจและส่งรายงานจุดที่ควรแก้ให้จริง ส่วนจะนำไปแก้เองหรือให้ทีมช่วยดูแลต่อ เป็นการตัดสินใจของคุณ

SEO Audit ราคาประมาณเท่าไหร่?

ราคาของ SEO Audit เต็มรูปแบบแตกต่างกันไปตามขนาดเว็บและความลึกของการตรวจ เว็บขนาดเล็กที่มีไม่กี่สิบหน้าจะใช้ต้นทุนน้อยกว่าเว็บ e-commerce ที่มีสินค้าหลายพันรายการ ถ้าอยากรู้ราคาจริงสำหรับเว็บของคุณโดยไม่ต้องเดา แนะนำให้ใช้สิทธิ์ตรวจ Audit ฟรีมูลค่า 5,000 บาทที่เราเปิดให้ก่อน จะได้เห็นทั้งขอบเขตปัญหาและงบที่เหมาะสมไปพร้อมกัน

ควรตรวจ SEO Audit บ่อยแค่ไหน?

ถ้าเป็นเว็บธุรกิจขนาดเล็กหรือร้านค้าทั่วไป ควร Audit อย่างน้อยทุก 6 เดือน ส่วนเว็บที่มีหน้าจำนวนมากอย่าง e-commerce ควรตรวจถี่ขึ้นทุก 1-3 เดือน และควรตรวจซ้ำทุกครั้งที่ปรับปรุงเว็บครั้งใหญ่ หรือสังเกตว่าอันดับตกลงอย่างผิดปกติโดยไม่รู้สาเหตุ

บทความที่เกี่ยวข้อง

One Comment

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เราคือผู้เชี่ยวชาญด้าน Web Marketing โดยเฉพาะ พร้อมดูแลตั้งแต่การสร้างเว็บไซต์, ทำ SEO, ไปจนถึงการยิงแอด ให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ติดต่อเรา

เว็บไซต์ไทยสตูดิโอ
2 หมู่ 4 ต.หนองแสงใหญ่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี 34220 ติดต่อเรา

เพิ่มเพื่อน

websitethaistudios